ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
KNOW-02ธนาคารน้ำใต้ดิน9 นาทีในการอ่าน

ธนาคารน้ำใต้ดินคืออะไร? เปรียบเทียบระบบปิดและระบบเปิดตามหลักอุทกธรณีวิทยา

ทำความเข้าใจหลักการ Managed Aquifer Recharge (MAR) การเจาะทะลุชั้นดินดานเพื่อเติมน้ำลงชั้นอุ้มน้ำ ความแตกต่างระหว่างระบบปิดและระบบเปิด และข้อควรระวังเพื่อป้องกันน้ำใต้ดินปนเปื้อน

นายธนกฤต พงศ์ไพศาล (ข้อมูลสมมติ) • หัวหน้าวิศวกรอุทกธรณีวิทยา • Updated 2026-10-02

1. แนวคิดธนาคารน้ำใต้ดิน (Managed Aquifer Recharge) คืออะไร?

ธนาคารน้ำใต้ดิน (Underground Water Bank) หรือในทางวิศวกรรมอุทกธรณีวิทยาเรียกว่า Managed Aquifer Recharge (MAR) คือกระบวนการนำน้ำผิวดินที่มีมากเกินพอในช่วงฤดูฝน (ทั้งน้ำฝนและน้ำหลาก) ผ่านการกรองตะกอนแล้วส่งลงไปกักเก็บไว้ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินทรายและชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน (Aquifer) เพื่อนำกลับมาสูบใช้ในฤดูแล้ง เปรียบเสมือนการฝากเงินไว้ในธนาคารที่ไม่ถูกหักดอกเบี้ยจากการระเหย

ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคกลาง มักมี 'ชั้นดินเหนียวแน่นทึบหรือชั้นดินดาน (Clay Hardpan)' อยู่ใต้ผิวดินที่ความลึก 1–2 เมตร ทำให้น้ำฝนซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลตื้นไม่ได้และเกิดน้ำท่วมขังบนผิวดิน การขุดธนาคารน้ำใต้ดินให้ทะลุผ่านชั้นดินดานนี้ไปจนถึงชั้นทรายจึงเป็นการเปิดทางเชื่อมให้น้ำซึมลงไปเติมเต็มชั้นน้ำใต้ดินได้อย่างรวดเร็ว

KEY HYDROLOGICAL TAKEAWAYการเก็บน้ำไว้ในชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยได้ 100% เมื่อเทียบกับสระน้ำเปิดโล่งที่สูญเสียน้ำจากการระเหยถึงปีละ 1.5 เมตร

2. เปรียบเทียบธนาคารน้ำใต้ดิน 'ระบบปิด' และ 'ระบบเปิด'

ธนาคารน้ำใต้ดินแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักตามขนาดพื้นที่และวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) ระบบปิด (Closed-System) ซึ่งมีลักษณะเป็นหลุมขุดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1–2 เมตร ลึก 1.5–4 เมตร ปูขอบด้วยแผ่นใยธรณี (Geotextile) และบรรจุหินขนาดใหญ่ กรวด ทราย พร้อมท่อ PVC ระบายอากาศตรงกลาง เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถกลบหน้าดินหรือปูตัวหนอนทับได้ เหมาะสำหรับแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในบริเวณบ้าน โรงเรียน และริมถนน

2) ระบบเปิด (Open-System) เป็นบ่อขุดขนาดใหญ่ระดับชุมชนหรือเทศบาล (ความลึก 6–15 เมตร) ที่ขุดทะลุถึงชั้นหินอุ้มน้ำตื้น โดยมีสะดืออ่างและบ่อดักตะกอนหน้างาน ทำหน้าที่ทั้งรับน้ำหลากจำนวนมากในฤดูฝนและเป็นจุดสูบน้ำต้นทุนสำหรับประปาหมู่บ้านในฤดูแล้ง

ตารางเปรียบเทียบธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิดและระบบเปิด
หัวข้อเปรียบเทียบธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด (Closed)ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด (Open)
ความลึกการขุดมาตรฐาน1.5 – 4.0 เมตร (ทะลุชั้นดินดานตื้น)6.0 – 15.0 เมตร (ถึงชั้นทราย/หินอุ้มน้ำ)
การเสียพื้นที่ผิวดินไม่เสียพื้นที่ (เดินทับหรือปลูกหญ้าด้านบนได้)ใช้พื้นที่บ่อประมาณ 1 – 5 ไร่
การนำน้ำกลับมาใช้เพิ่มความชื้นดินและเติมบ่อบาดาลใกล้เคียงสูบจากบ่อโดยตรงหรือสูบผ่านบ่อบาดาลรอบข้าง

3. กฎเหล็กด้านความปลอดภัย: ห้ามเติมน้ำสกปรกหรือขุดในเขตดินเค็ม

ข้อผิดพลาดที่อันตรายที่สุดของการทำธนาคารน้ำใต้ดินแบบขาดความรู้ทางวิชาการ คือการนำน้ำเสียชุมชน น้ำที่มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือขุดบ่อใกล้ถังส้วมซึม/คอกสัตว์ เพราะเมื่อน้ำปนเปื้อนซึมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลแล้ว การฟื้นฟูให้กลับมาสะอาดทำได้ยากมาก มาตรฐานของ WTX024 จึงบังคับให้เว้นระยะห่างจากจุดเสี่ยงปนเปื้อนอย่างน้อย 30–50 เมตร และต้องมีบ่อดักตะกอนทรายและกรองชีวภาพก่อนน้ำเข้าบ่อเสมอ

นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคอีสานที่มีแอ่งเกลือหินใต้ดิน จะต้องตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้าของดิน (Soil EC) ก่อนขุดเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจืดที่เติมลงไปละลายเกลือใต้ดินขึ้นมาสู่ผิวดิน

WTX024 // HYDROLOGICAL READINESS

พร้อมวางแผนระบบเก็บกักน้ำอัจฉริยะให้พื้นที่ของคุณหรือยัง?

เริ่มต้นจากการคำนวณสมดุลน้ำฝนและความต้องการใช้น้ำด้วยตัวเองภายใน 2 นาที หรือส่งข้อมูลพื้นที่ให้ทีมวิศวกรแหล่งน้ำและ AI ของ WTX024 ช่วยประเมินเบื้องต้นฟรี